10 สัญญาณอาการที่บ่งบอกว่าลูกของคุณควรต้องได้รับการบำบัด

Last updated: 2021-10-27  |  380 จำนวนผู้เข้าชม  | 

 สัญญาณอาการที่บ่งบอกว่าลูกของคุณควรต้องได้รับการบำบัด

10 สัญญาณอาการที่บ่งบอกว่าลูกของคุณควรต้องได้รับการบำบัด

 

การที่เราเป็นพ่อแม่ แม้ว่าจะรับมือกับช่วงต่างๆ ในชีวิตของลูกได้เป็นอย่างดี แต่ก็มีบางครั้งที่ลูกของคุณที่ต้องการความสนใจจากใครสักคนมากกว่าพ่อแม่ บางทีอาจจะเป็นนักบำบัดโรค เด็กๆสามารถประสบปัญหาสุขภาพทางจิตเช่นเดียวกับคนอื่นๆ และทุกข์ทรมานจากความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าได้เหมือนกับผู้ใหญ่

แม้ว่าคุณจะสนิทกับลูกมาก แต่บางครั้งลูกของคุณอาจรู้สึกไม่สบายใจที่จะแบ่งปันและเล่าทุกอย่างให้เราฟัง ซึ่งก็ไม่เป็นไรเพราะนั่นคือสิ่งที่นักบำบัดเข้ามาช่วยเหลือ คุณต้องยอมรับว่าลูกๆ ของคุณต้องการความช่วยเหลือ และคุณควรรับฟังปัญหาของพวกเขาและเข้าใจมัน 

ผู้ใหญ่มีหลายวิธีในการแสดงออกและสามารถรู้ได้ว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร ซึ่งต่างจากเด็กที่อาจไม่รู้ว่าตนเองรู้สึกอย่างไร โดยปกติเด็กจะมีปัญหาทางอารมณ์ เช่น มีช่วงเวลาที่อารมณ์ไม่ดี มีปัญหากับเพื่อน ยิ่งกว่านั้นการเก็บกั้นความรู้สึกบ่อยๆ ทำให้เด็กรู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนถูกกักขัง ซึ่งนี้คือเหตุผลสำคัญที่ต้องฟังลูกของคุณและระวังสัญญาณเตือนเหล่านี้

คุณรู้ได้อย่างไรว่าลูกของคุณอาจต้องการการบำบัด?

มีอาการและอาการแสดงที่เกี่ยวข้องกับความเจ็บปวดทางกายมากกว่าความเจ็บปวดทางจิตใจ อย่างไรก็ตาม เรามาดูสัญญาณบางอย่างที่อาจมีปัญหาสุขภาพจิตและต้องการการดูแลจากนักบำบัดมืออาชีพ ไม่ใช่ว่าทุกข้อจะเป็นปัญหาสุขภาพจิต แต่การดูสัญญาณที่บุตรหลานบอกคุณ จะช่วยให้คุณเห็นภาพและตัดสินใจเกี่ยวกับบุตรหลานได้ดีขึ้น

1. โกรธบ่อย, โกรธต่อเนื่อง (Constant anger)

เด็กมักจะหลงใหลในเรื่องต่างๆ หากคุณรู้ว่าลูก ๆ ของคุณต้องผ่านเรื่องราวที่ผิดพลาดและคร่ำครวญกับมัน เกิดการโมโห เกิดความโกรธ ในกรณีถ้าเด็กใช้ความโกรธในทางที่ผิด คุณควรคิดเรื่องพฤติกรรมของเด็ก ว่านี่อาจบ่งบอกถึงอาการวิตกกังวลในวัยเด็ก นักบำบัดโรคสามารถระบุสาเหตุของความโกรธของเด็กได้อย่างง่ายดายและแนะนำวิธีแก้ไขที่เหมาะสมกว่า

2. การตอบสนองที่มากเกินไป (Overreacting)

Overreacting คือปฏิกิริยาทางจิตวิทยาที่กระทำโดยจิตใจของเด็ก เป็นการแสดงความรู้สึกภายในของตน เมื่อได้รับความอึดอัดจากภายในที่เด็กมักได้ประสบในสถานการณ์ต่างๆ เช่น การคุกคาม ความไม่สบายใจทางสังคม ทำให้พวกเขาสูญเสียการควบคุมในหลายๆ สถานการณ์ ซึ่งส่งผลให้เกิดพฤติกรรมที่ขาดวินัย นักจิตวิทยาสามารถช่วยให้พวกเขาเข้าใจปฏิกิริยาของพวกเขาและทำให้พวกเขาตระหนักว่าสภาพแวดล้อมที่พวกเขาอยู่ไม่เป็นอันตรายต่อพวกเขา

3. อมทุกข์ (Persistent sadness)

หากเด็กอารมณ์ไม่ดีจากปัญหาหรือความกังวลที่ไม่คุ้นเคย เราจำเป็นต้องเจาะลึกเพื่อค้นหาปัญหาที่เกิดขึ้น ถ้าเป็นไปได้ เราควรถามเหตุผลเบื้องหลังความเศร้าของพวกเขา ผู้ปกครองควรปลอบใจและพูดคุยกับเขา หากไม่ได้ผลต้องรีบไปพบนักบำบัดโรคโดยเร็วที่สุด

4. คะแนนดรอปลง (Drop-in grades)

เกรดตกอย่างกะทันหันเป็นสิ่งที่ต้องกังวล โดยปกติผลการเรียนจะสะท้อนถึงความมั่นคงทางอารมณ์ของเด็กมากกว่าแสดงผลการเรียนจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเด็กเล็ก บางครั้งอาจเป็นผลมาจากการโดนกลั่นแกล้ง แต่การพูดถึงเด็กอายุ 3-4 ขวบ อาจเป็นเพราะเหตุผลส่วนตัว อย่างไรก็ตาม คุณอาจปรึกษาครูประจำชั้นและไปพบนักจิตวิทยาก่อน

 
5.ไม่มีสมาธิ (Unable to concentrate)

เด็กหลายคนมีนิสัยเพ้อฝัน แต่ในท้ายที่สุด พวกเขายังทำการบ้านได้ตรงเวลา คุณควรจะให้ความสนใจหากว่าระดับสมาธิของพวกเขาต่ำเกินไป จนลูกของคุณไม่สามารถยืนนิ่ง ฟุ้งซ่านได้ง่าย และมีปัญหาในการเรียนรู้ ในกรณีเช่นนี้ นักบำบัดโรคสามารถระบุปัญหาได้

6. การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการนอน (Changes in sleep patterns)

รูปแบบการนอนของ เริ่มจากทารกจนถึงเด็กจะมีรูปแบบมากขึ้น เป็นสิ่งสำคัญมากที่พ่อแม่ต้องช่วยให้พวกเขาพัฒนานิสัยการนอนที่ดีต่อสุขภาพ (develop healthy sleeping habits) เวลานอนที่ไม่สม่ำเสมอจะสร้างปัญหาด้านพฤติกรรม การพัฒนาทางอารมณ์และคุณภาพการนอนหลับนั้นสำคัญมากและมีความสัมพันธ์กัน การนอนหลับไม่เพียงพอตั้งแต่อายุยังน้อยจะส่งผลต่อการพัฒนาสมองของเด็กและกิจกรรมประจำวันได้เช่นกันหากลูกของคุณมีปัญหาในการนอนหลับหรือเหนื่อยตลอดเวลา คุณควรพบนักบำบัดโรค

7. สมาธิสั้น (Hyperactivity)

บางครั้งอาจดูเหมือนว่าเด็กๆ จะมีพลังงานเหลือเฟือ อย่างไรก็ตาม โรคสมาธิสั้น/สมาธิสั้น (Attention-deficit/hyperactivity Disorder - ADHD) มีลักษณะเฉพาะคือมีสมาธิสั้นอย่างมาก ซึ่งอาจหมายถึงความวิตกกังวลบ่อยครั้งและการที่ไม่สามารถจดจ่อกับงานใดงานหนึ่งได้ มักนำไปสู่ปัญหา เด็กบางคนยังแสดงสัญญาณของพฤติกรรมหุนหันพลันแล่นทำลายของ และ ไม่ใช่เด็กที่มีสมาธิสั้นทุกคนจะเป็นโรคสมาธิสั้น แต่เมื่อพฤติกรรมนี้ได้เริ่มรบกวนและส่งผลในชีวิตประจำวัน ซึ่งยาของจิตเวชสามารถบรรเทาอาการเหล่านี้ เพื่อให้เด็กมีสมาธิดีขึ้น

8. อาการซึมเศร้า (Depression)

อาการซึมเศร้าเกิดขึ้นได้หลายวิธี ลักษณะอาการแสดง จะเป็นความรู้สึกสิ้นหวัง ความเศร้า หรือความรู้สึกผิด เด็กอาจประสบกับการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ที่สำคัญเช่นกัน อาการซึมเศร้ายังสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในพฤติกรรมการกินและการนอนหลับ สำหรับเด็กบางคน อาการซึมเศร้าเป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราว แต่เด็กที่พ่อแม่หย่าร้างหรือมีปัญหากับเพื่อนโดนกลั่นแกล้งที่โรงเรียนก็อาจแสดงอาการซึมเศร้าได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อมันเริ่มส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของเด็ก อาจถึงเวลาที่คุณต้องปรึกษาแพทย์  ซึ่งผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าหรือโรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar) มักมีความเสี่ยงที่จะฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น การฆ่าตัวตายประมาณ 90% มีความเกี่ยวข้องกับอาการป่วยทางจิต

9. ภาวะถดถอย (Regressing)

เด็กมักจะถดถอยหลังจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต เช่น การย้ายถิ่นฐานหรือการหย่าร้างระหว่างพ่อแม่ อย่างไรก็ตาม อาการที่แย่ลง เช่น ปัสสาวะรดที่นอน ความกลัวมากเกินไป อารมณ์ฉุนเฉียว และความผูกพันที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลง อาจบ่งบอกถึงปัญหา

10. พูดถึงความตาย

เด็กๆ ได้สำรวจแนวคิดเรื่องความตายและพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยความอยากรู้เป็นเรื่องปกติ แต่การพูดถึงความตายและการตายซ้ำแล้วซ้ำเล่าถือเป็นสัญญาณอันตราย หากคุณฟังคำพูดเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายหรือความคิดที่จะฆ่าผู้อื่น ให้ขอความช่วยเหลือจากผู้เชียวชาญทันที

ประโยชน์ของการบำบัด

การขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญเป็นสิ่งที่หลายคนพิจารณา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบุตรหลานของคุณ

-        ต้องเผชิญกับความวิตกกังวลหรือภาวะซึมเศร้าเป็นเวลานาน (anxiety or depression)

-        เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต

-        เผชิญกับการความยากลำบากจากเปลี่ยนแปลงของครอบครัว

-        ประสบปัญหาในด้านความสัมพันธ์กับผู้อื่น

-        ต้องการปรับปรุงด้านจิตและด้านอารมณ์

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าได้รับการบำบัด?

นักบำบัดโรคจะพบคุณและลูกของคุณก่อนเพื่อพูดคุย ถามคำถาม และฟังลูกของคุณ สิ่งนี้จะช่วยให้พวกเขาเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับลูกของคุณและปัญหาที่แท้จริง ในระหว่างการบำบัด บุตรของท่านอาจ :

พูดคุย – การพูดคุยเป็นวิธีที่ดีต่อสุขภาพในการแสดงอารมณ์ เด็กๆมักจะแสดงความรู้สึกด้วยคำพูดมากกว่าการกระทำ พวกเขาสามารถทำทุกอย่างที่ทำได้ เมื่อมีคนรับฟังและรู้ว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร เด็ก ๆ ก็พร้อมที่จะเรียนรู้มากขึ้น

ติดตามการกระทำ –  นักบำบัดจะใช้ชั้นเรียนเพื่อสอนทักษะด้านอารมณ์และทักษะการเผชิญปัญหา พวกเขาสามารถให้เด็ก ๆ วาดภาพหรือการเล่นเพื่อการเรียนรู้ พวกเขาสามารถสอนให้เด็กมีสติมากขึ้นเพื่อลดความเครียด

ฝึกทักษะใหม่ๆ  – นักบำบัดช่วยให้เด็กๆ ฝึกฝนสิ่งที่พวกเขากำลังเรียนรู้ พวกเขาสามารถเล่นเกมที่มีการผลัดกันเล่น ได้ฝึกการออกกำลังกายควบคุมตนเอง ทำตามคำแนะนำ ฟัง และลองทำอีกครั้ง

การแก้ปัญหา – กับเด็กโต นักบำบัดโรคจะถามถึงปัญหาที่ได้ส่งผลกระทบต่อพวกเขาทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน และเราจะจัดการกับมันได้อย่างไร
 

พ่อแม่สามารถช่วยลูกได้อย่างไร?

มีหลายสิ่งที่ผู้ปกครองที่สามารถทำได้เช่น :

-        หานักบำบัดโรคหรือนักจิตวิทยาที่คุณและลูกของคุณจะสบายใจ

-        ตรวจสอบให้แน่ใจว่าบุตรหลานของคุณเข้าร่วมการนัดหมายทั้งหมด เพราะการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกไม่ได้เกิดขึ้นภายในชั่วข้ามคืน และอาจต้องใช้เวลาพอสมควรเพื่อช่วยลูกของคุณ

-        พบกับนักบำบัดโรคเด็กของท่านด้วยตนเองและหารือเกี่ยวกับแผนการรักษาของบุตรของท่าน ถามว่าจะทำอย่างไรถ้าลูกของคุณประพฤติตัวไม่ดีที่บ้าน

-        ใช้เวลากับลูก ๆ ของคุณ  พูดคุยกับพวกเขาและถามว่าพวกเขาต้องการความช่วยเหลือหรือไม่ ทำในสิ่งที่พวกเขาชอบ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกม ฟังเพลง หรือเพียงแค่หัวเราะ อดทนกับลูกๆ ของคุณและให้เวลากับพวกเขาตามที่เขาต้องการ คุณควรชมเชยเมื่อลูกของคุณทำได้ดี

 

-------------------------

บทความอื่นๆ .>> Kid Health

---------------------------
#ผลิตภัณฑ์ออร์แกรนด์  #ผลิตภัณฑ์เด็ก  #ผลิตภัณฑ์เด็กออร์แกนิค #ผลิตภัณฑ์เด็กผิวแพ้ง่าย
 

Powered by MakeWebEasy.com